วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Kuṭikārasikkhāpada

6.Kuṭikārasikkhāpada 

ห้ามสร้างกุฏิเองโดยไม่มีผู้ถวาย

Kuṭikārasikkhāpada
(สิกขาบท: สร้างกุฏิ)

สังฆาทิเสสสิขาบทที่ 6
อาบัติหนักเพราะสร้างกุฏีด้วยการขอใหญ่เกิน

“Saññācikāya pana bhikkhunā kuṭiṃ kārayamānena assāmikaṃ attuddesaṃ pamāṇikā kāretabbā. Tatridaṃ pamāṇaṃ— dīghaso dvādasa vidatthiyo, sugatavidatthiyā; tiriyaṃ sattantarā. Bhikkhū abhinetabbā vatthudesanāya. Tehi bhikkhūhi vatthu desetabbaṃ— anārambhaṃ saparikkamanaṃ. Sārambhe ce bhikkhu vatthusmiṃ aparikkamane saññācikāya kuṭiṃ kāreyya, bhikkhū vā anabhineyya vatthudesanāya, pamāṇaṃ vā atikkāmeyya, saṃghādiseso”ti. (6:10)
Mahāsaṅgīti Tipiṭaka Buddhavasse 2500
1V:1437-1437 Creative Commons License

สัญญาจิกายะ ปะนะ ภิกขุนา กุฏิง การะยะมาเนนะ…

“อนึ่ง ภิกขุใดถึงความเป็นผู้ชักสื่อ บอกความประสงค์ของชายแก่หญิงก็ดี บอกความประสงค์ของหญิงแก่ชายก็ดี ในความเป็นเมียก็ตาม ในความเป็นชู้ก็ตาม โดยที่สุด บอกแม้แก่หญิงแพศยาอันจะพึงอยู่ร่วมชั่วขณะ เป็นสังฆาทิเสส.”

อนาบัติ

1.ภิกขุผู้ไปด้วยกรณียกิจของสงฆ์ก็ดี ของเจดีย์ก็ตาม ของภิกขุอาพาธก็ดี
2.ภิกขุวิกลจริต
3.ภิกขุอาทิกัมมิกะ ไม่ต้องอาบัติแล.

เรื่องต้นบัญญัติ

พระผุ้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม สมัยนั้น พระอุทายีเมื่อเห็นเด็กชายที่ยังไม่มีภริยา เด็กหญิงที่ยังไม่มีสามี ก็เที่ยวพูด สรรเสริญเด็กหญิงในสำนักมารดาบิดาของเด็กชาย เขาก็วานให้พระอุทายีไปสู่ขอเด็กหญิงนั้น พระอุทายีไปเที่ยวพูดสรรเสริญเด็กชายในสำนักมารดาของ เด็กหญิงเขาก็วานให้พระอุทายีไปพูดให้ฝ่ายชายมาขอบุตรีของตน. โดยนัยนี้พระอุทายีก็ทำให้เกิดการอาวาหะ วิวาหะ และการสู่ขอหลายราย.

สมัยนั้น ธิดาของหญิงม่ายผู้เคยเป็นภริยาโหรคนหนึ่งมีรูปงามน่าดูน่าชม. สาวกของอาชีวกซึ่งอยู่ต่างตำบลจึงมาขอธิดานั้น แต่มารดาของนางอ้างว่า นางไม่รู้จักทั้งก็มีลูกคนเดียวลูกจะต้องไปสู่ตำบลบ้านอื่น จึงไม่ยอมยกให้ สาวกของอาชีวกจึงไปหาพระอุทายีขอให้ช่วยสู่ขอและรับรองให้ พระอุทายีก็ไปพูดกับหญิงนั้น นางเชื่อว่าพระอุทายีรู้จัก จึงยอมยกให้สาวกของอาชีวกรับเด็กหญิงนั้นไปเลี้ยงดูอย่างลูกสะใภ้ได้เดือนเด ียว ต่อมาก็เลี้ยงดู แบบทาสี.

เด็กหญิงจึงส่งข่าวไปแจ้งให้มารดาทราบว่าตนได้รับความลำบาก อยู่อย่างทาสี ขอให้มารดามารับกลับไป มารดาจึงไปต่อว่าสาวกอาชีวก แต่ก็กลับถูกรุกราน อ้างว่าการนำมานำไปไม่เกี่ยวกับนาง แต่เกี่ยวกับพระอุทายี จึงไม่รับรู้เรื่องนี้ นางจึงต้องกลับสู่เมืองสาวัตถี.

เด็กหญิงนั้น ส่งทูตไปแจ้งข่าวแก่มารดาเป็นครั้งที่ 2 เล่าถึงความลำบากยากแค้นที่ได้รับในการที่มีความเป็นอยู่แบบทาสี ขอให้มารดานำตัวกลับ.มารดาจึงไปหาพระอุทายีให้ช่วยไปเจรจากับสาวกอาชีวกให้ พระอุทายีก็ไปเจรจา แต่ก็ถูกรุกรานกลับมา โดยอ้างว่าพระอุทายีไม่เกี่ยว การนำมานำไปเป็นเรื่องระหว่างตนกับมารดาของเด็กหญิง เป็นสมณะควรขวนขวายน้อย ควรเป็นสมณะที่ดี พระอุทายีจึงต้องกลับ.
เด็กหญิงนั้น ส่งทูตไปแจ้งข่าวเช่นเดิมแก่มารดาอีกเป็นครั้งที่ 3 ขอให้นำตัวกลับ มารดาจึงไปหาพระอุทายี พระอุทายีก็บอกว่าไปแล้วและถูกรุกราน ไม่ยอมไปอีก. มารดาของเด็กหญิงนั้นและหญิงอื่น ๆ ที่ไม่พอใจแม่ผัว พ่อผัวหรือสามี ก็พากันติเตียนสาปแช่งพระอุทายี ส่วนหญิงที่พอใจ แม่ผัว พ่อผัวหรือสามี ก็สรรเสริญให้พรพระอุทายี.

ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค จึงทรงเรียกประชุมสงฆ์ ทรงไต่สวนได้ความเป็นสัตย์ จึงทรงติเตียน แล้วบัญญัติสิกขาบท ห้ามภิกขุชักสื่อให้ชาย หญิงเป็นผัวเมียกัน ทรงปรับอาบัติสังฆาทิเสสแก่ผู้ล่วงละเมิด.
ต่อมาพระอุทายีก่อเรื่องขึ้นอีก โดยพวกนักเลงขอร้องให้ไปตามหญิงแพศยามา เพื่ออยู่ร่วมกันชั่วคราวมีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทเพิ่มเติมว่า การชักสื่อเช่นนั้น แม้โดยที่สุด ทำกับหญิงแพศยาเพื่อสำเร็จความประสงค์ ชั่วขณะหนึ่งก็ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.

องค์แห่งอาบัติ
1.นำสัญจริตตะ (การชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน) ในผู้ใด ผู้นั้นเป็นชาติมนุษย์
2.เขาไม่เป็นผัวเป็นเมียกันอยู่ก่อน หรือว่าเป็นแต่ว่าหย่าขาดกันแล้ว
3.รับคำเขา
4.บอกตามเขาสั่ง
5.กลับมาบอกแก่ผู้วาน

พร้อมด้วยองค์ 5 ดังนี้ จึงเป็นสังฆาทิเสส ( บุพพสิกขาวรรณนา หน้า 138 )

Sañcarittasikkhāpada

5. Sañcarittasikkhāpada 

ห้ามภิกขุเป็นผู้ชักสื่อ

Sañcarittasikkhāpada
(สิกขาบท: ชักสื่อ)
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 5

“Yo pana bhikkhu sañcarittaṃ samāpajjeyya, itthiyā vā purisamatiṃ purisassa vā itthimatiṃ, jāyattane vā jārattane vā, saṃghādiseso”ti.
Mahāsaṅgīti Tipiṭaka Buddhavasse 2500
1V:1234-1234 Creative Commons License

โย ปะนะ ภิกขุ สัญจะริตตัง สะมาปัชเชยยะ อิตถิยา…

“อนึ่ง ภิกขุใดถึงความเป็นผู้ชักสื่อ บอกความประสงค์ของบุรุษแก่หญิงก็ดี บอกความประสงค์ของหญิงแก่บุรุษก็ดี ในความเป็นเมียก็ตาม ในความเป็นชู้ก็ตาม โดยที่สุด บอกแม้แก่หญิงแพศยาอันจะพึงอยู่ร่วมชั่วขณะ เป็นสังฆาทิเสส.”

อนาบัติ

1.ภิกขุผู้ไปด้วยกรณียกิจของสงฆ์ก็ดี ของเจดีย์ก็ตาม ของภิกขุอาพาธก็ดี
2.ภิกขุวิกลจริต
3.ภิกขุอาทิกัมมิกะ ไม่ต้องอาบัติแล.

เรื่องต้นบัญญัติ

พระผุ้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม สมัยนั้น พระอุทายีเมื่อเห็นเด็กชายที่ยังไม่มีภริยา เด็กหญิงที่ยังไม่มีสามี ก็เที่ยวพูด สรรเสริญเด็กหญิงในสำนักมารดาบิดาของเด็กชาย เขาก็วานให้พระอุทายีไปสู่ขอเด็กหญิงนั้น พระอุทายีไปเที่ยวพูดสรรเสริญเด็กชายในสำนักมารดาของ เด็กหญิงเขาก็วานให้พระอุทายีไปพูดให้ฝ่ายชายมาขอบุตรีของตน. โดยนัยนี้พระอุทายีก็ทำให้เกิดการอาวาหะ วิวาหะ และการสู่ขอหลายราย.

สมัยนั้น ธิดาของหญิงม่ายผู้เคยเป็นภริยาโหรคนหนึ่งมีรูปงามน่าดูน่าชม. สาวกของอาชีวกซึ่งอยู่ต่างตำบลจึงมาขอธิดานั้น แต่มารดาของนางอ้างว่า นางไม่รู้จักทั้งก็มีลูกคนเดียวลูกจะต้องไปสู่ตำบลบ้านอื่น จึงไม่ยอมยกให้ สาวกของอาชีวกจึงไปหาพระอุทายีขอให้ช่วยสู่ขอและรับรองให้ พระอุทายีก็ไปพูดกับหญิงนั้น นางเชื่อว่าพระอุทายีรู้จัก จึงยอมยกให้สาวกของอาชีวกรับเด็กหญิงนั้นไปเลี้ยงดูอย่างลูกสะใภ้ได้เดือนเด ียว ต่อมาก็เลี้ยงดู แบบทาสี.

เด็กหญิงจึงส่งข่าวไปแจ้งให้มารดาทราบว่าตนได้รับความลำบาก อยู่อย่างทาสี ขอให้มารดามารับกลับไป มารดาจึงไปต่อว่าสาวกอาชีวก แต่ก็กลับถูกรุกราน อ้างว่าการนำมานำไปไม่เกี่ยวกับนาง แต่เกี่ยวกับพระอุทายี จึงไม่รับรู้เรื่องนี้ นางจึงต้องกลับสู่เมืองสาวัตถี.

เด็กหญิงนั้น ส่งทูตไปแจ้งข่าวแก่มารดาเป็นครั้งที่ 2 เล่าถึงความลำบากยากแค้นที่ได้รับในการที่มีความเป็นอยู่แบบทาสี ขอให้มารดานำตัวกลับ.มารดาจึงไปหาพระอุทายีให้ช่วยไปเจรจากับสาวกอาชีวกให้ พระอุทายีก็ไปเจรจา แต่ก็ถูกรุกรานกลับมา โดยอ้างว่าพระอุทายีไม่เกี่ยว การนำมานำไปเป็นเรื่องระหว่างตนกับมารดาของเด็กหญิง เป็นสมณะควรขวนขวายน้อย ควรเป็นสมณะที่ดี พระอุทายีจึงต้องกลับ.

เด็กหญิงนั้น ส่งทูตไปแจ้งข่าวเช่นเดิมแก่มารดาอีกเป็นครั้งที่ 3 ขอให้นำตัวกลับ มารดาจึงไปหาพระอุทายี พระอุทายีก็บอกว่าไปแล้วและถูกรุกราน ไม่ยอมไปอีก. มารดาของเด็กหญิงนั้นและหญิงอื่น ๆ ที่ไม่พอใจแม่ผัว พ่อผัวหรือสามี ก็พากันติเตียนสาปแช่งพระอุทายี ส่วนหญิงที่พอใจ แม่ผัว พ่อผัวหรือสามี ก็สรรเสริญให้พรพระอุทายี.

ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค จึงทรงเรียกประชุมสงฆ์ ทรงไต่สวนได้ความเป็นสัตย์ จึงทรงติเตียน แล้วบัญญัติสิกขาบท ห้ามภิกขุชักสื่อให้ชาย หญิงเป็นผัวเมียกัน ทรงปรับอาบัติสังฆาทิเสสแก่ผู้ล่วงละเมิด.
ต่อมาพระอุทายีก่อเรื่องขึ้นอีก โดยพวกนักเลงขอร้องให้ไปตามหญิงแพศยามา เพื่ออยู่ร่วมกันชั่วคราว มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทเพิ่มเติมว่า การชักสื่อเช่นนั้น แม้โดยที่สุด ทำกับหญิงแพศยาเพื่อสำเร็จความประสงค์ ชั่วขณะหนึ่งก็ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.

องค์แห่งอาบัติ

1.นำสัญจริตตะ (การชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน) ในผู้ใด ผู้นั้นเป็นชาติมนุษย์
2.เขาไม่เป็นผัวเป็นเมียกันอยู่ก่อน หรือว่าเป็นแต่ว่าหย่าขาดกันแล้ว
3.รับคำเขา
4.บอกตามเขาสั่ง
5.กลับมาบอกแก่ผู้วาน

พร้อมด้วยองค์ 5 ดังนี้ จึงเป็นสังฆาทิเสส ( บุพพสิกขาวรรณนา หน้า 138 )

Attakāmapāricariyasikkhāpada

4.Attakāmapāricariyasikkhāpada 

ห้ามภิกขุพูดชมการบำเรอกาม

Attakāmapāricariyasikkhāpada
(สิกขาบท: บำเรอกามเพื่อตน)

สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 4
อาบัติหนักเพราะพูดให้หญิงบำเรอตนด้วยกาม 

“Yo pana bhikkhu otiṇṇo vipariṇatena cittena mātugāmassa santike attakāmapāricariyāya vaṇṇaṃ bhāseyya— ‘etadaggaṃ, bhagini, pāricariyānaṃ yā mādisaṃ sīlavantaṃ kalyāṇadhammaṃ brahmacāriṃ etena dhammena paricareyyāti methunupasaṃhitena’, saṃghādiseso”ti. (4:8)
Mahāsaṅgīti Tipiṭaka Buddhavasse 2500
1V:1186-1186 Creative Commons License

โย ปะนะ ภิกขุ โอติณโณ วิปะริณะเตนะ จิตเตนะ มาตุคามัสสะ…

“อนึ่ง ภิกขุใด กำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว กล่าวคุณแห่งการบำเรอตนด้วยกามในสำนักมาตุคาม ด้วยถ้อยคำพาดพิงเมถุนว่า น้องหญิง หญิงใดบำเรอผู้ประพฤติพรหมจรรย์ มีศีล มีกัลยาณธัมม์ เช่นเรา ด้วยธัมม์นั่น นั่นเป็นยอดแห่งความบำเรอทั้งหลาย เป็นสังฆาทิเสส.”

อนาบัติ

1.ภิกขุกล่าวว่า
ขอท่านจงบำรุงด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขาร อันเป็นปัจจัยของภิกขุไข้ ดังนี้ เป็นต้น
2.ภิกขุวิกลจริต
3.ภิกขุอาทิกัมมิกะ ไม่ต้องอาบัติแล.

เรื่องต้นบัญญัติ

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม แล้วเล่าถึงหญิงหม้ายคนหนึ่ง ผู้มีรูปร่างงดงาม พระอุทายีเข้าไปสู่สกุลนั้น สั่งสอนจนเกิดความเลื่อมใสแล้ว นางปวารณาที่จะถวายผ้านุ่งห่ม อาหาร ที่นอน ที่นั่ง และยารักษาโรค แต่พระอุทายีกลับพูดล่อหรือชักชวนหญิงนั้น ให้บำเรอตนด้วยกาม ถือว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยาก นางหลงเชื่อแสดงอาการยินยอม พระอุทายีถ่มน้ำลายแสดงอาการรังเกียจ นางติเตียนพระอุทายี.

ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค จึงทรงเรียกประชุมสงฆ์ไต่สวนติเตียนแล้ว ทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามภิกขุมีจิตกำหนัด พูดล่อหญิงให้บำเรอตนด้วยกาม ทรงปรับอาบัติสังฆาทิเสสแก่ผู้ล่วงละเมิด.

องค์แห่งอาบัติ
1.หญิงมนุษย์
2.รู้อยู่ว่าเป็นหญิง
3.กำหนัดยินดีในที่จะกล่าวคำชั่วหยาบ
4.กล่าวตามความกำหนัดนั้น
5.หญิงรู้ความในขณะนั้น

พร้อมด้วยองค์ 5 ดังนี้ จึงเป็นสังฆาทิเสส (บุพพสิกขาวรรณนา หน้า 136)

Duṭṭhullavācāsikkhāpada

3.Duṭṭhullavācāsikkhāpada 

ห้ามภิกขุพูดเกี้ยวหญิง

Duṭṭhullavācāsikkhāpada
(สิกขาบท: วาจาชั่วหยาบ)

สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 3
อาบัติหนักเพราะมีจิตกำหนัดพูดเกี้ยวหญิง 

“Yo pana bhikkhu otiṇṇo vipariṇatena cittena mātugāmaṃ duṭṭhullāhi vācāhi obhāseyya yathā taṃ yuvā yuvatiṃ methunupasaṃhitāhi, saṃghādiseso”ti. (3:7)
Mahāsaṅgīti Tipiṭaka Buddhavasse 2500
1V:1135-1135 Creative Commons License

โย ปะนะ ภิกขุ โอติณโณ วิปะริณะเตนะ จิตเตนะ มาตุคามัง…

“อนึ่ง ภิกขุใด กำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว พูดเคาะมาตุคาม ด้วยวาจาชั่วหยาบ เหมือนชายหนุ่มพูดเคาะหญิงสาวด้วยวาจาพาดพึงเมถุน เป็นสังฆาทิเสส.”

วิภังค์

วาจาที่ชื่อว่า ชั่วหยาบ ได้แก่ วาจาที่พาดพิงวัจจมรรค ปัสสาวมรรค และเมถุนธัมม์
บทว่า พูดเคาะ คือที่เรียกกันว่า ประพฤติล่วงเกิน (ทางวาจา)

อนาบัติ

1.ภิกขุผู้มุ่งประโยชน์
2.ภิกขุผู้มุ่งธัมม์
3.ภิกขุผู้มุ่งสั่งสอน
4.ภิกขุวิกลจริต
5.ภิกขุอาทิกัมมิกะ ไม่ต้องอาบัติแล.

เรื่องต้นบัญญัติ

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม แล้วเล่าเรื่องสตรีหลายคนพากันไปชมวิหารของพระอุทายี ซึ่งเลื่องลือกันว่างดงาม พระอุทายีก็ถือโอกาสนั้นพูดจาพาดพิงถึงทวารหนักทวารเบาของหญิงเหล่านั้น. หญิงบางคนที่เป็นคนคะนองไม่มีความอาย ก็ยิ้มแย้ม ซิกซี้ คิกคัก พูดล้อกับพระอุทายี ส่วนหญิงที่มีความละอาย ก็ว่ากล่าวติเตียน

ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค จึงทรงเรียกประชุมสงฆ์ไต่สวนได้ความเป็นสัตย์ก็ทรงติเตียนแล้วทรงบัญญัติ สิกขาบท ห้ามภิกขุมีจิตกำหนัดพูดเกี้ยว หญิงด้วยวาจาชั่วหยาบ พาดพิงเมถุน ทำนองชายหนุ่มพูดเกี้ยวหญิงสาว ทรงปรับอาบัติสังฆาทิเสสแก่ผู้ล่วงละเมิด.

องค์แห่งอาบัติ

1.หญิงมนุษย์
2.รู้อยู่ว่าเป็นหญิง
3.กำหนัดยินดีการที่จะกล่าวคำชั่วหยาบ
4.กล่าวตามความกำหนัดนั้น
5.หญิงรู้ความในขณะนั้น

พร้อมด้วยองค์ 5 ดังนี้ จึงเป็นสังฆาทิเสส (บุพพสิกขาวรรณนา หน้า 135)

Kāyasaṃsaggasikkhāpada

2.Kāyasaṃsaggasikkhāpada 

ห้ามภิกขุถูกต้องตัวหญิง

Kāyasaṃsaggasikkhāpada
(สิกขาบท: ถูกต้องกาย)

สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 2
อาบัติหนักเพราะมีจิตกำหนัดจับต้องกายหญิง

“Yo pana bhikkhu otiṇṇo vipariṇatena cittena mātugāmena saddhiṃ kāyasaṃsaggaṃ samāpajjeyya hatthaggāhaṃ vā veṇiggāhaṃ vā aññatarassa vā aññatarassa vā aṅgassa parāmasanaṃ, saṃghādiseso”ti. (2:6)
Mahāsaṅgīti Tipiṭaka Buddhavasse 2500
1V:998-998 Creative Commons License

โย ปะนะ ภิกขุ โอติณโณ วิปะริณะเตนะ จิตเตนะ มาตุคาเมนะ…

“อนึ่ง ภิกขุใดกำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว จึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม คือจับมือก็ตาม จับช้องผมก็ตาม ลูบคลำอวัยวะอันใดอันหนึ่งก็ตาม เป็นสังฆาทิเสส.”

อนาบัติ (ลักษณะที่ไม่ต้องอาบัติ)

1.ภิกขุไม่จงใจถูกต้อง
2.ภิกขุถูกต้องด้วยไม่มีสติ
3.ภิกขุไม่รู้
4.ภิกขุไม่ยินดี
5.ภิกขุวิกลจริต
6.ภิกขุมีจิตฟุ้งซ่าน
7.ภิกขุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา
8.ภิกขุอาทิกัมมิกะ ไม่ต้องอาบัติแล.

เรื่องต้นบัญญัติ

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม แล้วกล่าวถึงวิหารของพระอุทายีว่างดงาม มีเตียงตั่งฟูกหมอน น้ำดื่มน้ำใช้ตั้งไว้ดีมีบริเวณอันกวาดสะอาด มนุษย์ทั้งหลาย พากันไปชมวิหาร มากด้วยน้ำ พราหมณ์ผู้หนึ่งพาภริยาไปขอชมวิหาร พระอุทายีก็พาชม ให้พราหมณ์เดินหน้าภริยาตามหลัง พระอุทายีเดินตามหลังภริยาของพราหมณ์นั้นอีกต่อหนึ่ง เลยถือโอกาสจับต้องอวัยวะน้อยใหญ่ของนาง นางบอกแก่สามี สามีโกรธติเตียนเป็นอันมาก

ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค ทรงเรียกประชุมสงฆ์ ไต่สวนได้ความเป็นสัตย์ ทรงติเตียนเป็นอันมากแล้ว จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามภิกขุมีจิตกำหนัดจับต้องกายหญิง ไม่ว่าจะเป็นการจับมือ จับช้องผม หรือ ลูบคลำ อวัยวะใด ๆ ทรงปรับอาบัติสังฆาทิเสส แก่ผู้ล่วงละเมิด.

องค์แห่งอาบัติ

1.หญิงมนุษย์
2.สำคัญว่าเป็นหญิง
3.กำหนัดด้วยกายสังสัคคราคะ
4.พยายามตามความกำหนัด
5.จับมือเป็นต้น

พร้อมด้วยองค์ 5 ดังนี้ จึงเป็นสังฆาทิเสส (บุพพสิกขาวรรณนา หน้า 134)

Sukkavissaṭṭhisikkhāpada

1.Sukkavissaṭṭhisikkhāpada 

ห้ามภิกขุปล่อยสุกะ

Sukkavissaṭṭhisikkhāpada
(สิกขาบท: ปล่อยสุกะ)

สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 1
อาบัติหนักเพราะทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน

“Sañcetanikā sukkavissaṭṭhi saṃghādiseso”ti.
Mahāsaṅgīti Tipiṭaka Buddhavasse 2500
1V:778-778 Creative Commons License

สัญเจตะนิกา สุกกะวิสัฎฐิ, อัญญัต๎ระ สุปินันตา สังฆาทิเสโส.
“ปล่อยสุกกะเป็นไปด้วยความจงใจ เว้นไว้แต่ฝันเป็นสังฆาทิเสส.”

วิภังค์

บทว่า เป็นไปด้วยความจงใจ ความว่า รู้อยู่ รู้ดีอยู่ จงใจ ตั้งใจละเมิด บทว่า สุกกะ อธิบายว่า สุก กะ(น้ำอสุจิ) มี 10 อย่าง คือ 1.สุกกะสีเขียว 2.สุกกะสีเหลือง 3.สุุกกะสีแดง 4.สุกกะสีขาว 5.สุกกะสีเหมือนเปรียง 6.สุกกะสีเหมือนน้ำท่า 7.สุกกะสีเหมือนน้ำมัน 8.สุกกะสีเหมือนนมสด 9.สุกกะสีเหมือนนมส้ม 10.สุกกะสีเหมือนเนยใส

การกระทำอสุจิให้เคลื่อนจากฐานเรียกว่า การปล่อย ชื่อว่า ปล่อย

อนาบัติ

1.ภิกขุมีอสุจิเคลื่อนเพราะฝัน
2.ภิกขุไม่ประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน
3.ภิกขุวิกลจริต
4.ภิกขุมีจิตฟุ้งซ่าน
5.ภิกขุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา
6.ภิกขุอาทิกัมมิกะ ไม่ต้องอาบัติ.

เรื่องต้นบัญญัติ

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ของอนาถปิณฑิก คฤหบดี ใกล้กรุงสาวัตถี ภิกขุเสยยสกะถูกพระอุทายีแนะนำในทางที่ผิดให้ใช้มือเปลื้องความใคร่ ทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน

อนุบัญญัติ

สมัยนั้น ภิกขุทั้งหลายนอนหลับ น้ำอสุจิเคลื่อนด้วยความฝันเกิดความสงสัยว่า จะต้องสังฆาทิเสส จึงกราบทูลถามพระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า เจตนามีอยู่ แต่ไม่ควรกล่าวว่ามี(อัพโพหาริก) แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทเพิ่มเติม เพิ่มข้อยกเว้นสำหรับความฝัน

องค์แห่งอาบัติ
1.เจตนาจะให้เคลื่อน
2.พยายาม
3.อสุจิเคลื่อน

พร้อมด้วยองค์ 3 ดังนี้ จึงเป็นสังฆาทิเสส (บุพพสิกขาวรรณนา หน้า 132).

อัพโพหาริก เจตนาที่จะยินดีนั้นมีอยู่ แต่กล่าวไม่ได้ว่ามี เพราะเกิดขึ้นนอกเหนือขอบเขต เจตนาในความฝันเป็นเจตนานอกเหนือขอบเขต (วิ.อ.2/235/2-3)

2. Saṃghādisesa สังฆาทิเสสะ

2.Saṃghādisesa สังฆาทิเสสะ

เตรสกัณฑ์
เป็นพระวินัยประเภทที่ 2 มีทั้งหมด 13 ข้อ

ว่าด้วยอาบัติสังฆาทิเสส ที่ต้องให้สงฆ์เกี่ยวข้องในกัมม์เบื้องต้นและกัมม์อันเหลือ
คือ สงฆ์เป็นผู้ปรับโทษให้อยู่กัมม์และสงฆ์เองเป็นผู้ระงับอาบัติ มี 13 สิกขาบท