วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ธัมมบท 100 บท
ป้ายกำกับ:
ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค,
พระไตรปิฎกอักษรโรมัน,
tipitaka
วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ตัวอักษรอริยกะ
รัชกาลที่ ๔ ทรง “ประดิษฐ์อักษรไทย” อริยกะ
ในศาสนาคริสต์ออกเผยแพร่ นับเป็นการเริ่มต้นการพิมพ์หนังสือในเมืองไทยเป็นครั้งแรก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นคุณประโยชน์ของการพิมพ์หนังสือที่พวกมิชชันนารีได้จัดขึ้นดังกล่าวแล ้ว จึงทรงพระดำริจัดตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อจัดพิมพ์หนังสือแสดงคำสอนในพระพุทธศาสนา สำหรับใช้ในการสั่งสอนและเผยแผ่ ดังปรากฏในตำนานวัดบวรนิเวศวิหารว่า
![]() |
| หนังสือสวดมนต์ตัวอริยกะ |
หนังสือที่พิมพ์จากโรงพิมพ์ของพระองค์ก็พิมพ์ด้วยอักษรอริยกะ ซึ่งปัจจุบันมีเหลืออยู่น้อยเต็มทีเท่าที่พบมีอยู่ ๓ เรื่อง คือ พระปาติโมกข์ สวดมนต์ และ คาถาธรรมบท ส่วนหนังสือภาษาไทยนั้น จะมีพิมพ์บ้างหรือไม่ ไม่พบหลักฐาน แต่ได้พบข้อความภาษาไทยพิมพ์แ ซกอยู่ในหนังสือสวดมนต์อักษรอริยกะบ้างเล็กน้อย ซึ่งน่าจะเป็นข้อความที่พิมพ์ด้วยแบบอักษรไทยที่หมอบรัดเลย์นำมาถวาย ดังกล่าวข้างต้น หนังสืออริยกะ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดพิมพ์ขึ้น นับได้ว่าเป็นมรดกทางปัญญา และเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันล้ำค่าของไทย ที่บรรพชนของเราได้สร้างสรรค์ไว้ ควรที่ไทยทั้งหลายจักได้ศึกษาเรียนรู้ มีความภาคภูมิใจ และควรที่จักได้อนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานไทยได้ศึกษาสืบไป
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพและเสด็จสวรรคตในวันเดียวกัน คือ วันพฤหัสบดีดิถีปวารณาออกพรรษา ซึ่งปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ นี้ วันมหาปวารณาออกพรรษาตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ ตุลาคม จึงนับได้ว่าเป็นวาระพิเศษวาระหนึ่ง วัดบวรนิเวศวิหาร จึงได้จัดบำเพ็ญกุศลน้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ห ัว เป็นการพิเศษ พร้อมทั้งได้จัดพิมพ์ หนังสือสวดมนต์ตัวอริยกะ เล่มนี้ขึ้นน้อมถวายเฉลิมพระเกียรติอีกส่วนหนึ่งด้วย ในการพิมพ์ครั้งนี้ เนื่องจากต้นฉบับเดิมชำรุดมากจนไม่อาจถ่ายลงพิมพ์ได้โดยตรง จึงได้ใช้วิธีถ่ายแบบอักษร จากต้นฉบับเดิมแล้วเรียงใหม่ตามรูปลักษณ์ของต้นฉบับเดิมทุกประการ เพื่อให้เห็นว่าต้นฉบับเดิมท่านพิมพ์ไว้อย่างไร พร้อมทั้งได้เพิ่มคำอ่านในอักษรไทยไว้ตอนท้ายของหนังสือนี้ด้วย โดยเทียบคำอ่านกับต้นฉบับเดิมไว้หน้าต่อหน้า เพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้ต้องการอ่านศึกษา ขอหนังสือ “สวดมนต์ ตัวอริยกะ”นี้ คงดำรงอยู่เป็นพระบรมราชานุสรณ์ ส่องพระราชเกียรติคุณในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ปรากฏแผ่ไพศาลไปทั่วทิศานุทิศ ตลอดนิตยกาล เทอญ
วัดบวรนิเวศวิหาร
๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๗
รัชกาลที่ ๔ ทรง “ประดิษฐ์อักษรไทย” อริยกะอักษร “อริยกะ” เป็นรูปแบบตัวอักษรประเภทหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะทรงพระผนวชเป็น
“พระวชิรญาณเถระ” ทรงประดิษฐ์ขึ้นสำหรับใช้เขียนหรือพิมพ์ภาษาบาลีแทนตัวอักษรขอมที่ใช้กันมาแต่เดิม
รวมทั้งทรงประดิษฐ์ขึ้นสำหรับใช้เขียนภาษาไทยด้วย
(อาจเป็นความต้องการใช้แทนอักษรไทยด้วยก็ได้)
อาจถือได้ว่าการประดิษฐ์ “อักษรอริยกะ” เป็นหนึ่งในกระบวนการปฏิรูปพระพุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พร้อมๆ กับการตั้ง “ธรรมยุติกนิกาย”
รวมทั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้มีความรู้ด้านการพิมพ์
ทรงรู้ปัญหาในการหล่อและการเรียงพิมพ์
ด้วยเหตุที่ทรงรู้ภาษาอังกฤษและภาษาละตินจึงน่าจะทรงดัดแปลงอักษรไทยและวิธีการเขียนโดยอาศัยแบบอย่างจาก
“อักษรโรมัน”
เป็นแม่แบบ
ในระบบการเขียน “อักษรขอม” แล้วยิ่งมีความยุ่งยาก
โดยเฉพาะระบบอักษรที่มีทั้ง “พยัญชนะตัวเต็ม” และ “พยัญชนะตัวเชิง”
สำหรับช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์อักษรอริยกะนั้นไม่ปรากฏชัดเจน
สันนิษฐานกันว่าน่าจะทรงประดิษฐ์ขึ้นหลังจากได้เสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหารแล้ว
เพราะในเวลานั้นมีผู้มาถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อประพฤติปฏิบัติตามอย่างพระองค์เป็นจำนวนมาก
และเพื่อให้การศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยเป็นไปโดยสะดวกจึงน่าจะทรงประดิษฐ์อักษรอริยกะขึ้นสำหรับใช้แทน
“อักษรขอม” ที่แต่เดิมถือเป็น “อักษรศักดิ์สิทธิ์”
สำหรับเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาทั้งที่เป็นภาษาบาลี
(เรียกว่า “อักษรขอมบาลี”) และภาษาไทย
(เรียกว่า “อักษรขอมไทย”)
เมื่อพิจารณารูปแบบอักษรอริยกะแล้วจะพบว่าอักษรอริยกะเป็นอักษรที่ได้อิทธิพลรูปแบบตัวอักษรจากอักษร
“โรมัน” เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้เห็นได้จากรูปแบบตัวอักษรและในลักษณะที่มีการแบ่งอักษรอริยกะเป็น ๒ กลุ่ม
คือ
๑. อักษรอริยกะตัวพิมพ์
๒. อักษรอริยกะตัวเขียน
อักษรอริยกะทั้งสองกลุ่มแม้จะเป็นอักษรอริยกะเช่นเดียวกันแต่ก็มีรูปแบบที่แตกต่างกันไป
เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน ลักษณะเช่นนี้พบได้ในรูปแบบตัวอักษร “โรมัน”
นอกจากอิทธิพลทางด้านรูปอักษรแล้ว
ในด้านระบบการเขียนหรืออักขรวิธีของอักษรอริยกะปรากฏอิทธิพลอักขรวิธีการเขียนของอักษรโรมันเข้าไปประสมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะในเรื่องการจัดวางรูป “สระ”
ทั้งนี้เพราะลักษณะการวางรูปสระในระบบการเขียนของอุษาคเนย์
เช่น อักษรขอม หรืออักษรไทย นิยมวางสระไว้ทั้งด้านหน้า ด้านบน ด้านล่าง
และด้านหลังพยัญชนะ ซึ่งจะเกิดปัญหามากสำหรับการเขียนหรือการพิมพ์
![]() |
| อักษรสิงหล |
![]() |
| อักษรขอมไทย |
ด้วยเหตุนี้เมื่อพระวชิรญาณเถระ
(พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงประดิษฐ์อักษรอริยกะขึ้น
จึงน่าจะทรงพยายามที่จะตัดความยุ่งยากในระบบการเขียนในอักษรขอมและอักษรไทยออกไปทั้งหมด
และใช้ตามระบบการเขียนอักษร “โรมัน” ซึ่งง่ายกว่า ทั้งในด้านการเรียงพยัญชนะและสระ
(ซึ่งเขียนเรียงไว้หลังพยัญชนะทั้งหมด)
![]() |
| อักษรละติน |
ดังนั้น “อักษรอริยกะ”
จึงเป็นอักษรที่ได้รับอิทธิพลทางรูปแบบตัวอักษรและอิทธิพลทางด้านอักขรวิธีในการเขียนจาก
“อักษรโรมัน” นั่นเอง
พระวชิรญาณเถระ
(พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) กลับทรงประดิษฐ์ “อักษรอริยกะ” เพื่อ “พิมพ์”
พระธรรมวินัยเผยแพร่แทนการ “จาร” บนใบลาน เช่นเดียวกับที่มิชชันนารี “พิมพ์” คัมภีร์ไบเบิลสอนศาสนาคริสต์ กรณีนี้อาจเป็นหนึ่งในกระบวนการปรับ “พระพุทธศาสนา” ให้เหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้นก็ได้
![]() |
| อักษรเทวนาคี |
การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์อักษรแบบใหม่ขึ้นแล้วพระราชทานนามว่า
“อักษรอริยะ” อาจเนื่องมาจากต้องการแสดงให้เห็นว่าอักษรประเภทนี้เป็นอักษรของ
“ผู้เป็นอารยชน” ซึ่งอาจมีความหมายเป็นนัยยะที่แสดงถึงการปรับตัวเข้าหาความเป็น
“อริยะ” หรือ “อารยะ”
(อาจหมายถึงประเทศตะวันตก)
ดังนั้นการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์อักษร
“อริยกะ” ขึ้นใช้ นอกจากจะเพื่อความสะดวกในการศึกษาเล่าเรียนแทนอักษรขอมแล้ว
(ซึ่งโดยความเป็นจริงอาจยุ่งยากกว่าเพราะต้องปรับกระบวนการเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด)
ยังอาจมีนัยยะถึงการปรับเปลี่ยนเข้าหาความเป็นอารยะ (ความเป็นตะวันตก) อีกด้วย
บรรณานุกรม
กำธร สถิรกุล. ลายสือไทย ๗๐๐ ปี. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๒๖.
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. ความทรงจำ. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๖.
วชิรญาณวโรรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา. คาถาชาดกแลแบบอักษรอริยกะ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๑๔.
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. ความทรงจำ. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๖.
วชิรญาณวโรรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา. คาถาชาดกแลแบบอักษรอริยกะ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๑๔.
ความหลุดพ้นแห่งจิต
ความหลุดพ้นแห่งจิตเป็นแก่นแท้พรหมจรรย์
→ 9M:1092
(พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกายะ มูลปัณณาสปาฬิ มหาสาโรปมสุตตะ)
“ความหลุดพ้นแห่งจิตเป็นแก่นแท้ของพรหมจรรย์”
กล่าวถึงสารสำคัญในพระพุทธศาสนา คือความหลุดพ้นแห่งจิต ได้แก่
จิตที่ปราศจากความโลภ ความโกรธ และความหลง
พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนและมีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกว่า
จุดหมายของการประพฤติปฏิบัติธัมมะ มิใช่เพื่อลาภและความสรรเสริญใดๆ
ผลของการปฏิบัติธัมมะมิใช่เพียงเพื่อการรักษาศีล สมาธิ
หรืออิทธิฤทธิ์เท่านั้น
แต่แก่นแท้ของพรหมจรรย์คือการปฏิบัติธัมมะเพื่อความหลุดพ้นของจิต
ได้แก่การทำให้จิตบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ
หรือปราศจากความโลภ ความโกรธ และความหลง
พิมพ์โดยกรุงเทพมหานคร ถวายเป็นพระราชกุศลในสมเด็จกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 2551
พระสุตตันตปิฎก
มัชฌิมนิกายะ มูลปัณณาสปาฬิ เล่ม 9
ข้อ 311 ย่อหน้า 1092
(ความหลุดพ้นของจิต เป็นแก่นแท้พรหมจรรย์)
มัชฌิมนิกายะ มูลปัณณาสปาฬิ เล่ม 9
ข้อ 311 ย่อหน้า 1092
(ความหลุดพ้นของจิต เป็นแก่นแท้พรหมจรรย์)
...พรหมจรรย์นี้
มิใช่มีลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นผล,
มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งศีลเป็นผล (สูงสุด),
มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นผล (สูงสุด),
มิใช่มีญาณทัสสนะเป็นผล (สูงสุด).
แต่พรหมจรรย์นี้ มีความหลุดพ้นแห่งจิต
อันไม่หวั่นไหว เป็นจุดหมาย,
นี้เป็นแก่น นี้เป็นที่สุด.
แปลโดย สิริ เพ็ชรไชย, ป.ธ.9 ประธานกองทุนสนทนาธัมม์นำสุขฯ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ฯ และคณะ พ.ศ. 2551 มิใช่มีลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นผล,
มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งศีลเป็นผล (สูงสุด),
มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นผล (สูงสุด),
มิใช่มีญาณทัสสนะเป็นผล (สูงสุด).
แต่พรหมจรรย์นี้ มีความหลุดพ้นแห่งจิต
อันไม่หวั่นไหว เป็นจุดหมาย,
นี้เป็นแก่น นี้เป็นที่สุด.
พระไตรปิฏกอักษรสยาม ณ วัดป่าบ้านตาด
พระไตรปิฎก คือ พระบรมศาสดาในปัจจุบันสมัย
กองทุนสนทนาธัมม์นำสุขฯ
ในพระสังฆราชูปถัมภ์สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ร่วมกับผู้อุปถัมภ์พระไตรปิฎก
และประชาชน
ทำการอัญเชิญพระไตรปิฎกปาฬิ "จุลจอมเกล้าบรมธัมมิกมหาราช อักษรสยาม พ.ศ. 2436 :
ฉบับอนุรักษ์ดิจิทัล พ.ศ. 2553"
ชุด 40 เล่ม (รวมเล่มประมวลเนื้อหา เล่มที่ 40)
ถวายเป็นพุทธบูชา ธัมมบูชา และสังฆบูชา มอบแก่ "มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี" โดยประดิษฐานพระไตรปิฎก จปร. ชุดนี้ ณ วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี ในวันมาฆบูชา วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
พระไตรปิฎก จปร. ชุดนี้ กองทุนสนทนาธัมม์นำสุขฯ
ในพระสังฆราชูปถัมภ์ฯ ได้ใช้เวลาอนุรักษ์ถ่ายภาพทั้งสิ้นประมาณ 15,000 หน้า
สร้างฐานข้อมูลอ้างอิงกับฉบับต่างๆ และจัดพิมพ์ด้วยระบบสื่อผสมเทคโนโลยี
เป็นเวลากว่า 10 ปี
โดยได้น้อมถวายเป็นชุดแรกในประเทศไทยแด่่สมเด็จพระสังฆราช
องค์อุปถัมภ์โครงการพระไตรปิฎก สากล ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
เมื่อทรงเจริญพระชนม์ 96 ปี พ.ศ. 2552 และในปี พ.ศ. 2554 นี้
ได้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดป่าบ้านตาด
เป็นครั้งแรกในฐานะสถาบันหลักฝ่ายสงฆ์อรัญวาส
ในอดีต เมื่อ
112 ปี กว่ามาแล้ว กรุงสยามได้จัดพิมพ์พระไตรปิฎก ปาฬิภาสา
(หรือที่เคยเรียกกันว่า ภาษาบาลี) เป็นชุดๆ แรกของโลก
โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้ากรุงสยาม
ได้ทรงมีพระราชศรัทธาอย่างแรงกล้าโปรดให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นชุดหนังสือ
โดยเปลี่ยนจากการบันทึกปาฬิภาสาด้วยอักษรขอมโบราณ เป็นอักษรสยามที่ทันสมัย
และเปลี่ยนการใช่้ใบลานเป็นกระดาษ
และตีพิมพ์เป็นหนังสือขึ้นให้สำเร็จเป็นชุด 39 เล่ม ในปี ร.ศ. 112 หรือ
พ.ศ. 2436 เรียกว่า พระไตรปิฎกปาฬิภาสา อักษรสยาม
แม้ว่า
เมื่อจัดพิมพ์สำเร็จในปี พ.ศ. 2436
ซึ่งเป็นปีที่กรุงสยามต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ร้ายแรงจากประเทศมหาอำนาจ
ตะวันตกที่ต้องการยึดทวีปเอเซียอาคเนย์เป็นเมืองขึ้น แต่เป็นที่อัศจรรย์ว่า
ภายหลังการจัดพิมพ์พระไตรปิฎก จปร. ในปี พ.ศ. 2436
กรุงสยามสามารถยุติข้อพิพาทดังกล่าวได้
ต่อมายังได้โปรดให้พระราชทานพระไตรปิฎก ชุดนี้ไปยังสถาบันสำคัญในนานาประเทศ
260 แห่งใน 30 ประเทศทั่วโลก
นับเป็นการเผยแผ่พระไตรปิฎกเถรวาทที่สำคัญที่สุดอีกวาระหนึ่งในประวัติ
ศาสตร์
ตามที่พระเจ้าอโศกบรมธัมมิกมหาราชแห่งชมพูทวีปได้ทรงเริ่มเผยแผ่พระพุทธ
ศาสนาในราวพุทธศตวรรษที่ 3
ปัจจุบันชาวพุทธและนักวิชาการทั่ว
โลกได้เริ่มตระหนักถึงความสำคัญในการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกปาฬิ ชุดนี้
ซึ่งถือเป็นการจัดพิมพ์พระไตรปิฎก "ปาฬิ" เป็นชุดหนังสือชุดแรกของโลก
ที่สำคัญคือเป็นการแสดงอักขระการเขียนเสียงปาฬิภาสาด้วยอักษรสยามที่สมบูรณ์
เป็นเลิศด้วย
กล่าวคือ
เป็นการนำเสนอการเขียนเสียงปาฬิ ด้วยระบบอักษรที่ก้าวล้ำนำยุค ถึงขั้น "สัททอักษร" (phonetic alphabet) ด้วย เช่น มีการเทียบอักษรสยาม (Siam script) กับ อักษรโรมัน (Siam script), มีการประดิษฐเครื่องหมายต่างๆ : แสดงเสียงสะกด (วัชฌการ); เสียงควบกลำ้ (ยามักการ); และเสียงนิคหิต (พินทุโปร่ง) ซึ่งเป็นระบบการเขียนเสียงที่ใช้ในทางวิชาการสัททศาสตร์ปัจจุบัน และเป็นการสร้างระบบสัททอักษรปาฬิ ก่อนสมาคมสัททศาสตร์สากลในทวีปยุโรปจะได้ประดิษฐ์ "สัททอักษรสากล" สำหรับใช้เขียนเสียงปาฬิภาสาด้วยอักษรโรมันเสียอีกด้วย
เป็นการนำเสนอการเขียนเสียงปาฬิ ด้วยระบบอักษรที่ก้าวล้ำนำยุค ถึงขั้น "สัททอักษร" (phonetic alphabet) ด้วย เช่น มีการเทียบอักษรสยาม (Siam script) กับ อักษรโรมัน (Siam script), มีการประดิษฐเครื่องหมายต่างๆ : แสดงเสียงสะกด (วัชฌการ); เสียงควบกลำ้ (ยามักการ); และเสียงนิคหิต (พินทุโปร่ง) ซึ่งเป็นระบบการเขียนเสียงที่ใช้ในทางวิชาการสัททศาสตร์ปัจจุบัน และเป็นการสร้างระบบสัททอักษรปาฬิ ก่อนสมาคมสัททศาสตร์สากลในทวีปยุโรปจะได้ประดิษฐ์ "สัททอักษรสากล" สำหรับใช้เขียนเสียงปาฬิภาสาด้วยอักษรโรมันเสียอีกด้วย
การอนุรักษ์เสียงปาฬิภาสา ในพระไตรปิฎกปาฬิ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติเป็นสิกขาบท ในพระวินัยปิฎก ว่า
"การออกเสียงอักขระที่ผิดพลาด เป็นอาบัติ"
อันเป็นการทำให้สังฆกัมม์เป็นโมฆะ
ด้วยเหตุนี้สงฆ์ที่บริสุทธ์ิจึงขึ้นอยู่กับหลักการออกเสียงปาฬิ หรือ
ที่เรียกว่า "การสังวัธยายปาฬิ" ให้ถูกต้องตามหลักที่กำเนิดของเสียง
(ฐาน-กรณ อ่านว่า ฐานะ-กะระณะ) ด้วย
เป็นที่ทราบกันดีว่า
สงฆ์วัดป่าไทย หรือที่รู้จักกันดีว่า Thai Forest Monastery
เป็นสถาบันตัวอย่างในการปฏิบัติของชาวโลกในปัจจุบัน
องค์กรสงฆ์นานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในทวีปตะวันตก
ก็เกิดขึ้นเพราะศรัทธาในการปฏิบัติที่เคร่งครัดของวัดป่าไทย
และที่สำคัญก็คือ
ได้ศึกษาเรียนรู้การสังวัธยายปาฬิภาสาที่ถูกต้องตามหลักการจากวัดป่าไทยเป็น
หลัก เห็นได้จากการสวดทรงจำพระปาฏิโมกข์ของสงฆ์นานาชาติ
ก็ล้วนฝึกหัดมาจากวัดป่าไทยเป็นหลัก
ด้วยเหตุนี้
ผู้มีจิตศรัทธาอุปถัมภ์พระไตรปิฎก นำโดยกองทุนสนทนาธัมม์นำสุขฯ
ในพระสังฆราชูปถัมภ์ฯ ผู้จัดพิมพ์พระไตรปิฎก
จึงได้ร่วมกับประชาชนชาววัดป่าบ้านตาด อัญเชิญพระไตรปิฎก จปร. อักษรสยาม
มาประดิษฐาน ณ สถาบันสำคัญของวัดป่าไทย
เพื่อเป็นทั้งสัญญลักษณ์ของกุสลเจตนาอันเลิศในพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน
ผู้ที่มีคุณูประการต่อสถาบันพระศาสนา สถาบันชาติ
และสถาบันพระมหากษัติริย์พุทธมามกะ
อีกทั้งยังเป็นหลักอ้างอิงที่สำคัญยิ่งของ "ปาฬิภาสา"
--เสียงพระธัมม์อันศักดิ์สัทธิ์-- ที่ได้สืบทอดมาตั้งแต่พุทธกาล
และได้มีการสวดทรงจำ และอนุรักษ์สืบทอดมาใน "ภิกขุปาฏิโมกข์ปาฬิ"
ของคณะสงฆ์ทั่วโลกเป็นเวลากว่า 2500 ปี ตราบเท่าจนถึงทุกวันนี้
การประดิษฐานพระไตรปิฎก จปร. อักษรสยาม ณ วัดป่าบ้านตาด
จะเป็นสัญญลักษณ์ของพระบรมศาสดาในปัจจุบันสมัย
ตามปฏิปทาของพระอาจารย์ฝ่ายปฏิบัติศาสนา สมดังที่พระบรมศาสดาได้ทรงกล่าวไว้
และมีบันทึกในพระไตรปิฎก ว่า
"...พระธัมม์ และ พระวินัย จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อตถาคตล่วงลับไป"
มาฆบูชา พ.ศ. 2554
พระไตรปิฏกอักษรสยาม ณ วัดป่าบ้านตาด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












































































































