วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตามรอยเสด็จ


หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ และในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงเปล่งปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” นั้น  
ในปี ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชกาล โดยเริ่มต้นจากประเทศสาธารณรัฐเวียดนาม อินโดนีเซีย และสหภาพพม่า พร้อมกันนั้นพระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ทั่วประเทศ เพื่อให้พสกนิกรได้ชื่นชมพระบารมี ในการนี้ก็ยังเป็นการเสด็จทรงงานของพระองค์เรื่อยมา จนเป็นที่ทราบกันดีว่า การเสด็จไปยังถิ่นทุรกันดารทั่วทุกสารทิศในแว่นแคว้นนี้ เป็นการเสด็จทรงงานเพื่อแก้ไขความทุกข์ยากของพสกนิกรทั้งสิ้น 
กล่าวสำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราชนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรชาวนครศรีธรรมราชมากถึง ๑๖ ครั้ง  โดยเสด็จเยี่ยมราษฎรชาวนครศรีธรรมราชเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๓ – ๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๒ เป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรโดยเสด็จทางรถยนต์เข้าสู่จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่อำเภอทุ่งสง  ในครั้งนั้นได้เสด็จเยี่ยมราษฎรรวม ๔ อำเภอ คือ อำเภอทุ่งสง  อำเภอเมือง อำเภอพรหมคีรี  อำเภอร่อนพิบูลย์  



ผู้เขียนขออัญเชิญเรื่องราว “การเสด็จเยือนเมืองนคร” ๒ ครั้งแรกนั้นเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ โดยเฉพาะอันเป็นที่มาซึ่งโครงการพระราชดำริที่ยังประโยชน์อันใหญ่หลวงแก่ชาว เมืองนครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียงในเวลาต่อมา นั่นคือ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 

            ในการเสด็จเยี่ยมพสกนิกรทางภาคใต้ครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ ๖ – ๒๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดทำขบวนรถไฟพระที่นั่งถวาย เสด็จออกจากสถานีหลวงจิตรลดา เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๒ เวลา ๐๖.๐๕ น. ถึงสถานีชุมพร เวลา ๑๗.๒๐น. เสด็จเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดชุมพร แล้วจึงได้เสด็จเยี่ยมพสกนิกร ทางภาคใต้ด้วยรถยนต์พระที่นั่งไปยังจังหวัดต่างๆ อันได้แก่ จังหวัดชุมพร ระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส  แล้วจึงเสด็จกลับกรุงเทพมหานครด้วยรถไฟพระที่นั่งจากสถานีตันหยงมัส จังหวัดนราธิวาส ในวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๒
  

 เส้นทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ “เสด็จเมืองนคร ๒๕๐๒”

วันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๒ เวลา ๑๕.๓๙ น. รถยนต์พระที่นั่งเข้าสู่เขตจังหวัดนครศรีธรรมราชที่บ้านคลองปาง ตำบลกะปาง อำเภอทุ่งสง 
นายจันทร์ สมบูรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระแสงศัสตราประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังพลับพลาหน้าที่ว่าการอำเภอทุ่งสง

 นายเคลื่อน จิตสำเริง นายอำเภอทุ่งสงนำเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้ารอรับเสด็จ  ณ ที่นั้นมีราษฎรชายผู้หนึ่งลุกขึ้นขอจับพระหัตถ์ และกราบบังคมทูลว่า ตนคิดถึงพระเจ้าอยู่หัวมาหลายวันแล้ว เพิ่งได้เห็นและได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในวันนี้เอง นับเป็นบุญของตนยิ่งนัก


       ใน ขณะนั้นมีราษฎรกลุ่มหนึ่งนำหญิงชราอายุประมาณ ๑๓๐ ปีมาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทักทายราษฎร ผู้คนต่างก็ปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น  จนเมื่อเวลา ๑๖.๕๕ น. จึงเสด็จพระราชดำเนินออกจากอำเภอทุ่งสง เพื่อไปยังอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช


          
ในการเสด็จเยี่ยมราษฎรในครั้งนั้นทั้งสองพระองค์ได้ประทับแรม ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ในตอนค่ำได้มีราษฎรจำนวนมากกรูกันมาเกาะรั้วจวนผู้ว่าราชการจังหวัดฯ และโห่ร้องถวายพระพร ทั้งสองพระองค์ได้ออกมาโบกพระหัตถ์ที่ระเบียงจวนผู้ว่าฯ นับเป็นภาพอันตรึงตราตรึงใจของราษฎรที่เฝ้ารอรับเสด็จ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถ่ายภาพราษฎรที่มาเข้าเฝ้า ณ ที่นั้นด้วยฝีพระหัตถ์พระองค์เอง



 วันเสาร์ที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๒ เวลา ๐๙.๐๐ น.เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่บริเวณวัดพระมหาธาตุฯ ได้มีราษฎรพากันมาคอยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท



 ทั้ง สองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเข้าวิหารพระมหาภิเนษกรมณ์ และเสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่ลานประทักษิณ ทรงสุหร่ายสรงพระบรมธาตุเจดีย์ แล้วพระราชทานแพรสีชมพูซึ่งเป็นเสมือนผ้าพระบฏให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรี ธรรมราชนำไปห่มพระบรมธาตุตามที่ประเพณีของชาวเมืองนครถือปฏิบัติกันมา จากนั้นจึงถวายธูปเทียนแพ ต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน และธูปเทียนนมัสการพระบรมธาตุ




 แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระวิหารหลวง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย


 ทรงประเคนผ้าไตรและย่ามแก่พระสงฆ์ ๒๐ รูป พระสงฆ์ออกไปครองผ้าเสร็จแล้วกลับเข้ามายังอาสนะเจริญพระพุทธมนต์ แล้วทรงประเคนภัตตาหาร พระสงฆ์รับพระราชทานฉัน



 ในการนี้คณะพราหมณ์แห่งนครศรีธรรมราชได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท


 ราษฎรชาวนครศรีธรรมราชมารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทตลอดถนนราชดำเนิน



 เวลา ๑๕.๓๐ น. เสด็จพระราชดำเนินจากที่ประทับไปทรงวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์วีรไทย* ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิทหารผู้ประกอบวีรกรรมต่อต้านข้าศึกที่รุกรานแผ่นดินไทยเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ ด้วยความกล้าหาญ


 จากนั้นทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์โรงพยาบาลมณฑลทหารบกที่ ๕ **
 แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมทหาร ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๕ ณ ที่นั้น ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๕ กราบบังคมทูลนำนายทหารและภริยาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
 ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่นายทหารแล้วเสด็จพระราชดำเนินตรวจแถวทหาร


            จากนั้นจึงเสวยพระสุธารสและทอดพระเนตรการแสดงรำถวายพระพร ครั้นเวลา ๑๖.๕๘ น. จึงเสด็จพระราชดำเนินจากค่ายวชิราวุธไปยังศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช




 และเสด็จพระราชดำเนินถึงหอพระพุทธสิหิงค์




 แล้วเสด็จพระราชดำเนินประทับบนพลับพลาหน้าศาลากลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ณ ที่นั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชกราบบังคมทูลนำข้าราชการและพ่อค้า ประชาชนเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท



 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบขอบใจในการต้อนรับกันอย่างพร้อมเพรียงที่ทำให้ทรงหายเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ทรงอ้างคุณพระบรมธาตุและพระพุทธสิหิงค์ให้ช่วยคุ้มครองประชาชนชาวนครศรีธรรมราชให้เจริญรุ่งเรืองตลอดกาล



 จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบรมธาตุจำลอง นายกเทศมนตรีทูลเกล้าถวายพระเครื่องซึ่งขุดได้จากเจดีย์ยักษ์ วัดพระเงิน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช




 ในช่วงนั้นเองมีราษฎรผู้หนึ่งทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเป็ดซึ่งมี ๔ ขา ด้วยเห็นว่าเป็นของแปลก



 วันอาทิตย์ ที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๒ เวลา ๑๐.๐๐ น.เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังน้ำตกพรหมโลก อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช*** ระหว่างทางเสด็จพระราชดำเนินได้ทรงหยุดรถยนต์พระที่นั่งที่ซุ้มของชาวไทยมุสลิม ที่ชุมชนตลาดแขก






 คณะกรรมการมัสยิดซอลาฮุดดินได้ทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินลงเหยียบมัสยิดซอลาฮุดดิน เพื่อเป็นสิริมงคล ทรงไต่ถามทุกข์สุขชาวไทยมุสลิมที่เฝ้ารอรับเสด็จ แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินต่อ



 ก่อนถึงน้ำตกพรหมโลก ซึ่งเป็นระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตรนั้น ต้องทรงเปลี่ยนรถยนต์พระที่นั่งเป็นรถจิ๊ปที่สามแยกบ้านตาล เพราะถนนในช่วงนี้เป็นถนนดินซึ่งราษฎรชาวนครศรีธรรมราชได้ร่วมมือร่วมใจกันขุดถนนเป็นเวลาแรมเดือนเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย โดยภายใต้การอำนวยการของนายศุภโชค พานิชวิทย์ นายอำเภอท่าศาลา



 เมื่อถึงน้ำตกพรหมโลก ทรงพักผ่อนอิริยาบถ ทอดพระเนตรความงดงามของน้ำตกพรหมโลกในเวลานั้นซึ่งมีความงดงามสุดที่จะหาคำมาพรรณนาได้





 และก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ ทั้งสองพระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. และ สก.ไว้ที่หน้าผาข้างน้ำตกด้วย ยังเห็นอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้



 วันจันทร์ที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๒ เวลา ๐๘.๑๖ น. เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งออกจากที่ประทับ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเสด็จไปยังอำเภอร่อนพิบูลย์ ระหว่างสองข้างทางได้มีราษฎรมาเฝ้ารอรับเสด็จและชื่นชมพระบารมีกันอย่างล้นหลาม




 เสด็จถึงอำเภอร่อนพิบูลย์เวลา ๐๙.๑๕ น. ทรงเยี่ยมราษฎรอยู่ประมาณชั่วโมงเศษ เสด็จพระราชดำเนินออกจากอำเภอร่อนพิบูลย์ เวลา ๑๐.๒๕ น.ไปยังจังหวัดตรังเป็นลำดับต่อไป



 รวมระยะเวลาที่เสด็จประทับอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ๓ วัน
.................................................................................


 พระบรมฉายาลักษณ์ ภาพพระราชกรณียกิจนี้ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญมาเผยแพร่ได้ตามหนังสือสำนักพระราชวัง  ที่ พว ๐๐๐๑/๘๕๘ ลงวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๘ เรื่อง ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตฯ และ หนังสือสำนักราชเลขาธิการ  ที่ รล ๐๐๐๔.๓/๑๑๗๒๐ ลงวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๘ เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาต

 *อนุสาวรีย์วีรไทย สร้างเป็นอนุสรณ์สถานแก่วีรกรรมการต่อสู้ของทหารกล้า เมื่อญี่ปุ่นได้ก่อสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ นั้นได้ยกพลขึ้นบกเข้าประเทศไทยทางภาคใต้  ได้แก่  จังหวัดปัตตานี สงขลา ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และนครศรีธรรมราช ทุกจุดที่กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกต่างก็ถูกกำลังของกองทัพบกไทยต่อต้านอย่าง เหนียวแน่นและทรหดเป็นที่สุด ในบรรดาวีรกรรมนี้เป็นทหารในสังกัดมณฑลทหารบกที่ ๕ จังหวัดนครศรีธรรมราช วีรกรรมครั้งนี้นับเป็นเกียรติประวัติของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชที่จะต้อง ดำรงไว้อยู่ในประวัติศาสตร์อย่างไม่มีวันรู้เลือน

 ** ปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลค่ายวชิราวุธ เป็นโรงพยาบาลทหารในสังกัดและตั้งอยู่ภายในกองทัพภาคที่ ๔

 *** ในเวลานั้นยังมีได้แยกเป็นอำเภอพรหมคีรี

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยและทรงปฏิบัติ พระราชกรณียกิจเพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ให้อยู่ดีมีสุขมาโดยตลอดรัชกาลของพระองค์นั้น ขอพระองค์ทรงพระเจริญ


ข้อมูลอ้างอิง

คัดลอกข้อมูล
องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช, เสด็จเมืองนคร นครศรีธรรมราช นครอันงามสง่า แห่งพระราชผู้ทรงธรรม, ๒๕๔๙
บัณฑิต สุทธมุสิก, เมืองพระ : ตามรอยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี, สารนครศรีธรรมราช, ปีที่ ๔๐ ฉบับที่ ๙ เดือนกันยายน ๒๕๕๔, หน้า ๑๐-๑๘
http://www.rid.go.th/royalproject/
ภาพจากหนังสือพิมพ์เก่าๆ หลายฉบับ 

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ประมวลภาพพระไตรปิฎก ร.ศ.๑๑๒ ฉลองพุทธชยันตี

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 
เสด็จฯ งานพุทธชยันตี ณ ท้องสนามหลวง 
เนื่องในวันวิสาขบูชาและโอกาสสมโภชพุทธชยันตี 2600 ปี



        วันจันทร์ ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕  เสด็จฯยังมณฑลที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสักการะพระบรมสารีริกธาตุและทรงกล่าวนำแสดงตน เป็นพุทธมามกะ เวลาต่อมาเจ้าพนักงานพระราชพิธี ทูล เกล้าฯถวายเทียนชนวน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจุดโคมไฟฟ้า และทรงถือเทียนนั้นไว้ ต่อมาเชิญโคนเทียนไปตั้งที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ 

        แล้วประทับรถไฟฟ้าไปยังหอนิทรรศการพระไตรปิฎก ทอดพระเนตรนิทรรศการพระไตรปิฎกปาฬิ ฉบับจุลจอมเกล้าบรมธัมมิกมหาราช ร.ศ.112 อักษรสยาม ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จถึงวิหารพระไตรปิฎกที่จัดแสดงนิทรรศการพระไตรปิฎก จปร. อักษรสยาม ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖) เพื่อทรงอนุโมทนาพระไตรปิฎก จปร. อักษรสยาม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์เป็นชุดแรกของโลก และกระทรวงมหาดไทยร่วมกับองค์กรต่างๆ ได้จัดแสดงนิทรรศการพระไตรปิฎก เพื่อเป็นพุทธบูชา ณ มลฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์พุทธมามกะไทย ในวาระ ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พ.ศ. ๒๕๕๕




พระไตรปิฎก เป็นคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเปรียบประดุจ “ธัมมาวุธ” ที่ได้ใช้ป้องกันประเทศให้สงบสุข อันเป็นเหตุอัศจรรย์ที่ทำให้สยามประเทศประสบชัยชนะในการเจรจาสันติภาพ โดยไม่เสียเลือดเนื้อ และผ่านพ้นวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ ทำให้กรุงสยามธำรงความเป็นไทและสงบสุขเป็น “พระธัมมนคร”
ข้อมูล
http://www.flickr.com/photos/dhammasociety/7340853956/in/photostream

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯงานพุทธยันตี เนื่องในวันวิสาขบูชา

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 
เสด็จฯ งานพุทธชยันตี ณ ท้องสนามหลวง 
เนื่องในวันวิสาขบูชาและโอกาสสมโภชพุทธชยันตี 2600 ปี


วันนี้ วันจันทร์ ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕  เสด็จฯยังมณฑลที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสักการะพระบรมสารีริกธาตุและทรงกล่าวนำแสดงตน เป็นพุทธมามกะ เวลาต่อมาเจ้าพนักงานพระราชพิธี ทูล เกล้าฯถวายเทียนชนวน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจุดโคมไฟฟ้า และทรงถือเทียนนั้นไว้ ต่อมาเชิญโคนเทียนไปตั้งที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แล้วประทับรถไฟฟ้าไปยังหอนิทรรศการพระไตรปิฎก ทอดพระเนตรนิทรรศการพระไตรปิฎกปาฬิ ฉบับจุลจอมเกล้าบรมธัมมิกมหาราช ร.ศ.112 อักษรสยาม ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จถึงวิหารพระไตรปิฎกที่จัดแสดงนิทรรศการพระไตรปิฎก จปร. อักษรสยาม ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖) เพื่อทรงอนุโมทนาพระไตรปิฎก จปร. อักษรสยาม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์เป็นชุดแรกของโลก และกระทรวงมหาดไทยร่วมกับองค์กรต่างๆ ได้จัดแสดงนิทรรศการพระไตรปิฎก เพื่อเป็นพุทธบูชา ณ มลฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์พุทธมามกะไทย ในวาระ ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พ.ศ. ๒๕๕๕



พระไตรปิฎก เป็นคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเปรียบประดุจ “ธัมมาวุธ” ที่ได้ใช้ป้องกันประเทศให้สงบสุข อันเป็นเหตุอัศจรรย์ที่ทำให้สยามประเทศประสบชัยชนะในการเจรจาสันติภาพ โดยไม่เสียเลือดเนื้อ และผ่านพ้นวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ ทำให้กรุงสยามธำรงความเป็นไทและสงบสุขเป็น “พระธัมมนคร”
ข้อมูล
http://www.flickr.com/photos/dhammasociety/7340853956/in/photostream

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555

Thanpuying M.L. MANIRATANA BUNNA

Thanpuying M.L. MANIRATANA BUNNAG, B.E.2465-2543
Founder and First Chairwoman
The Dhamma Society Fund and the World Tipiṭaka Project in Roman-script
under the Patronage of
His Holiness the Supreme Patriarch of Thailand

Dhamma Society Documentary
First streaming online : July 14, 2007


The World Tipiṭaka Project in Roman script was originally conceived in B.E.2542 (1999) by M.L. Maniratana Bunnag, founder of the Dhamma Society and its first chairperson, one year before she passed away in 2000. The printing of the sacred script was organised in supreme homage to the Dhamma, the enlightened heritage of humanity which is now preserved in the Pāḷi Tipiṭaka of the Buddhist Theravāda tradition. The Project was also a humble gesture of profound gratitude by the late M.L. Maniratana Bunnag as well as by her family and friends to honour Their Majesties King Bhumibol Adulyadej and Queen Sirikit, who had bestowed honour and kindness upon her during her eventful 50-year service in the Royal Household as Lady-in-Waiting to Her Majesty the Queen since the first day of the Royal Wedding in 1950.

It was in 1959 during the State Visit to the People's Republic of Burma that the late M.L. Maniratana Bunnag was included in the Royal Suite of Their Majesties King and Queen of Thailand to visit the Holy Cave in Yongon, the site of the Great International Council from which the new and authoritative World Tipiṭaka Edition was based. Such was the experience that she never forgot for the rest of her life.
It was, therefore, an extraordinary honour and great privilege for the Dhamma Society that in 1999, the Pāḷi Tipiṭaka manuscript from this Great International Council was unexpectedly presented to the late M.L. Maniratana Bunnag for support and publication in Roman script, almost 50 years after it was first printed in Burmese script.

The Dhamma Society Fund was later organised accordingly by her family and friends to continue the work of proof-reading and printing of the Roman-script Tipiṭaka in 40 volumes. The World Tipiṭaka Edition was completed after 6 years of work and was inaugurated in B.E.2548 (2005) in Colombo, Sri Lanka, by Her Royal Highness Princess Galyani Vadhana Krom Luang Naradhiwas Rajanagarindra, elder sister of His Majesty the King and the Royal Matriarch of Thailand, who is the Honorary President of Tipiṭaka Presentation Worldwide.

วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

การเคลื่อนตามรอยแห่งพระธัมม์

พระไตรปิฎกอักษรโรมันฉบับแรก
ที่ถูกต้องในการพิมพ์และการตรึงเสียง
จากแรงศรัทธาและความตั้งมั่นแห่งการสืบทอดพระธัมม์
ถือได้ว่าเป็นฉบับที่ถูกต้องและสมบูรณ์ในปัจจุบันนี้

ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก ฉบับดั่งเดิม

แรงศรัทธาและความตั้งมั่น ของบุคคลผู้ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในประเทศ
พิมพ์พระไตรปิฎกเล่มนี้เพื่อแจกเป็นธัมมทาน
และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพิมพ์พระไตรปิฎกเพื่อความถูกต้องสืบต่อมา



หนังสือยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฏก
ฉบับดั่งเดิม
จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการ
๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๕

พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ชุดแรก

พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ชุดแรกของโลก
เพื่อประโยชน์แห่งมนุษย์ชาติ
การล่าอาณานิคมมิใช่ประโยชน์อันแท้จริง แต่การให้ธัมม์คือประโยชน์ที่แท้จริงของชีวิต